Logo Background

กล้อง ip camera ความล้มเหลวในไทย

0 votes, average: 0.00 out of 50 votes, average: 0.00 out of 50 votes, average: 0.00 out of 50 votes, average: 0.00 out of 50 votes, average: 0.00 out of 5 (0 votes, average: 0.00 out of 5) need a registered member to rate.
Loading ... Loading ...
  • Written by Monster | 2 Comments2 Comments Comments
    Last Updated: December 13th, 2008

    ในปัจจุบัน เราคงเคยได้คุ้นหูคำว่า กล้องวงจรปิด ชนิด ip (ip camera) มีอยู่หลายองค์กร ที่ได้เรียกร้องต้องการใช้กล้องวงจรปิดชนิด ip หรือ ip camera โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ในองค์กรของคุณควรใช้จริงๆรึเปล่า รวมถึงผู้ประกอบการ ตัวแทนจำหน่าย หรือ SI (System integrator)ที่ชอบ ip camera กันนักหนา วันนี้ผมจะชี้ให้เห็นถึงจุดด้อยอันยิ่งใหญ่ให้ฟังหลายๆคนคงโดนโม้มาให้ฟังว่า กล้อง ip camera ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ trend ได้เปลี่ยนแล้ว เดี๋ยวนี้หันมาใช้กล้อง ip camera กันหมดแล้ว ครับผมยอมรับครับว่า trend ในยุโรป หลายๆประเทศ หรือในบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ได้เปลี่ยนมาใช้กล้องในระบบ ip camera กันหมด แต่ มันจะเหมาะสมกับเมืองไทยจริงหรือไม่ ปัญหามีดังนี้ครับ

    1. ในเมืองไทยกล้องวงจรปิด ip camera มีราคาสูงมาก เนื่องจากยังไม่เป็นที่แพร่หลายและคนใช้เป็นจำนวนน้อย ส่วนกล้องที่ราคาถูกๆ อย่างตัวละไม่กี่พัน คุณภาพก็ห่วยสมกับราคา เช่นพวกกล้อง vivotek, level1, etc.. ใช้สำหรับบ้านทั่วไปที่สิ้นคิด ยังพอใช้งานได้ซัก 3-4 เดือน ของผมเคยซื้อมาเล่น 4 ตัว เดือนแรกเจ๊ง 1 ตัว เดือนที่ 2 เจ๊งอีกตัว เดือนที่ 4 เจ๊งทุกตัว ไว้ว่างๆ จะมา review กันให้ฟังครับ ส่วนกล้องที่ดีๆ ราคาก็สูงมากมาย เช่น Bosch ราคาอัดไปที่ 3-4 หมื่นบาทต่อตัว
    2. มันพังได้ง่ายมาก เพราะ กล้อง ip camera ไม่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งาน outdoor เคยเดินทางไปที่เมืองท่องเที่ยวครับ ขนาดใช้กล้อง Bosch อย่างดี แต่ติดที่เป็นกล้อง ip camera ส่วนใหญ่เดี้ยงหมดครับ เพราะเกิดจากความร้อนที่มากเกิน หลายๆคนคงเริ่มสงสัย อ้าว…แล้วมันต่างจากกล้อง analog ตรงไหนกัน คำตอบคือ ต่างครับ ต่างกันมาก อธิบายง่ายๆ กล้อง ip camera จริงๆ มันก็คือ กล้อง analog + Video server (เป็นตัวแปลงสัญญาณจาก analog เป็น digital และส่งสัญญาณผ่าน network ได้ เหมือนพวก Switching Hub ที่ส่งสัญญาณผ่าน LAN นั่นเอง) ปัญหาอยู่ที่นี่เองครับ โดยปกติ การจับภาพและการส่งสัญญาณภาพแบบ analog ก็จะมีความร้อนเกิดขึ้นอยู่แล้ว กระบวนการแปลงสัญญาณและการบีบอัด (Compression) ยิ่งมีความร้อนออกมามาก รวมกับสภาพอากาศในประเทศไทย ที่แม้ว่าช่วงนี้จะเย็นขึ้นมาหน่อย ก็เกิดอาการเดี้ยงอย่างสมบูรณ์ครับ กล้อง ip camera จะดับไปเฉยๆ
    3. Infra srtucture (Network)ในประเทศไทยไม่ค่อย support (เงินในกระเป๋าเรา) เท่าไหร่ เพราะ application ip ทุกอย่างจะวิ่งบน LAN ทั้งหมด อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เดี้ยง ก็เพราะประหยัดในส่วนนี้นั่นเอง แล้วยี่ห้ออะไรดีล่ะที่เหมาะสมกับกล้อง ip camera ว้าว ..^-^ คำถามสุดคลาสสิกครับ คำตอบคือ Cisco, 3Com ซึ่งถ้าออกแบบโดยใช้ยี่ห้อ ดังกล่าว หน้าหงายครับเพราะราคา switch แต่ละตัว เป็นแสนทั้งนั้น(ต้องใช้รุ่นระดับสูงครับ รุ่นเล็กๆใช้ไม่ได้ใน surveillance application) แล้วถ้าไม่ใช้ล่ะ ปัญหาก็อย่างที่ผมกล่าวบ่อยๆครับ คือใช้ซักพักจะเดี้ยง ^-^ และเสียทีมันจะเสียทั้งหมด
    4. ระบบบันทึกสำหรับกล้องวงจรปิดชนิด ip ในแต่ละยี่ห้อไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งเท่ากับผูกมัดเราว่า ถ้าเราต้องการติดตั้งกลองวงจรปิดเพิ่มเติม เราจำเป็นต้องใช้กล้องยี่ห้อนั้นจนวันตาย หรือต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด หรือถ้าสามารถใช้งานร่วมกันได้ก็มีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ แน่นอนครับในโลกนี้ก็มีอยู่หลายยี่ห้อที่พัฒนาระบบซอฟท์แวร์สำหรับบันทึกภาพจากกล้อง ip camera ขึ้นมา เช่น Milestone, Nice, Genesis, etc.. แต่ราคานั้นสูงลิบลิ่ว เอาเป็นว่าเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ต่อกล้อง ก็ปาเข้าไปหลายพัน จนถึงหลักหมื่น สำหรับซอฟท์แวร์ที่แถมมากับกล้องคุณภาพก็สุดแสนจะอนาถา เอาเป็นว่ากลับไปใช้กล้อง Analog ร่วมกับระบบบันทึกชนิด DVR (Digital video recorder) ดีกว่าครับ
    5. หากเป็นกล้องที่คุณภาพเดียวกัน ราคากล้อง ip camera ที่มีคุณภาพ ราคาจะสูงกว่าค่อนข้างมาก (ประมาณ 1-2 หมื่น ^-^) อ้าว แล้วทำไมเราจึงซื้อกล้อง ip แบบถูกๆได้ล่ะ (ต่ำกว่าหมื่น) ก็เพราะมันห่วยน่ะสิครับ ลองนึกดูว่าถ้าตอนนี้ท่านติดกล้องห่วยๆของ Fujiko หรือจีนแดงยี่ห้ออื่นตัวละประมาณ 7,000 บาท แล้วตอนนี้กำลังอยากเปลี่ยนไปใช้กล้อง ip ที่คุณภาพเท่าเดิม เราก็ต้องควักเงินในกระเป๋าประมาณ 17,000 บาท จึงจะได้กล้อง ip ที่มีคุณภาพห่วยทัดเทียมกัน ว้าว…สนมั้ยครับ
    6. เมื่อติดตั้งเสร็จสิ้น ในระบบที่ไม่ใหญ่นัก (100 ตัวในอาคารเดียวกันหรือใกล้ๆกัน) ราคาจะสูงกว่าการใช้งานระบบ Analog เกินเท่าตัว

    เอาไว้เท่านี้ก่อนละกันครับ ไว้นึกออกเพิ่มเติมแล้วจะมาเขียนเพิ่มต่อให้อีกที อ้อ แต่ถ้าท่านเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และมีงบประมาณเหลือเฟือ ว่างๆ จะมาลงวิธีการออกแบบสำหรับ ระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงให้ครับ

2 Comments

  1. [1]
    VuZ
    March 7th, 2009 at 4:05 pm

    ลองไปศึกษาเพิ่มนะครับ

    1. กล้องมีหลายชนิดสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของจุดที่ติดตั้ง ราคามีตั้งแต่ 9000 ขึ้นไป ลองหาดูครับ ยังมีอีกหลายยี่ห้อที่อยู่โซนยุโรป

    2. อาการเจ๊งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ติดตั้ง เช่นติด outdoor โดยไม่ใส่ housing ที่มีพัดลม ก็สาเหตุนึง เอากล้อง indoor ไปติด outdoor ก็อีกสาเหตุนึง(อาจมองที่ราคาถูกเลยรั้นติดตั้ง) กล้อง indoor/outdoor จะต่างที่ตรง auto iris อย่างถ้ากล้อง indoor โดนแสงสว่างที่คงที่ก็จะทำให้ตัว image sensor เสื่อมไว
    กล้อง ip camera จริงๆ มันก็คือ กล้อง analog + Video server <– ถูกครึ่งเดียวครับ ที่กล่าวมานั้นเป็นกล้อง Hybrid ภาพที่ได้นั้นก็ไม่ต่างกับกล้อง Analog กล้อง IP Camera แล้ว จริงๆนั้นเป็นกล้อง Pure IP ตามชื่อเลย เพราะมันรับภาพเป็น Digital และส่งภาพมาเป็น Digital ผ่าน Network เลย ทำให้ภาพที่ได้ live view/playback จะเหมือนกันคุณภาพของภาพไม่ต่างกันเลย

    3. สามารถใช้ infra-structure ที่มีอยู่หรือขายตามตลาดทั่วไปครับ จุดสำคัญอยู่ตรงที่ลักษณะของการติดตั้งเหมือนที่กล่าวมาเบื้องต้นครับ ถ้าติดภายในก็ใช้แบบทั่วไป ถ้าใช้ภายนอกเช่นใส่กล่องผูกติดกับเสาไฟก็ต้องใช้ switch ที่เป็น Industrial grade ซึ่งจะทนความร้อนได้ถึง 60 องศา

    6. แค่ 30-40 ตัวก็เห็นผลต่างแล้วครับ ราคากล้องสูงกว่าจริง สูงกว่าเยอะด้วย แต่…
    – การเดินสายจะใช้สาย UTP ราคาพอๆกับสาย Coax เดินไปเส้นเดียวแล้วก็ไปแตกย่อยด้วย Switch แต่ถ้าเป็นสาย Coax ต้องเดินสายไปเท่ากับจำนวนกล้องเลย ลองคิดดูถ้าตัวบันทึกอยู่ชั้น 1 แต่ต้องเดินสายกล้อง 10-30 ตัวไปถึงชั้น5 หรือชั้น10 สายก็เป็นมัดเลย
    – เดินสายน้อยลงค่าแรงในการเดินสายถูกขึ้น
    – ค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า เช่น ถ้ามี DVR 30ch ขึนไปราคาอาจถึงหลักหมื่นปลายๆถึงกลังแสน ระบบพวกนี้มันไม่ควรที่จะล่มเลย ดังนั้นต้องหาซื้อมา spare อีกชุดนึง แล้วถ้าต่อไปกล้องเก่าเจ๊งไป ต้องการมาใช้กล้องที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าเดิม แล้ว DVR ตัวเก่าล่ะ จะรองรับหรือเปล่า อันนี้ต้องคิดดูครับ
    ระบบ IP มัน base on PC หรือ Server ซึ่งระยะเวลายิ่งนานเท่าไหร่ประสิทธิภาพก็ยิ่งดีขึ้น และที่สำคัญราคาก็ถูกลงด้วย เราหาซื้อได้ง่าย

    ขออภัยล่วงหน้าครับผม ที่อาจเขียนข้อความที่ขัดแย้งกับคุณ เพียงแต่อยากให้ผู้อ่านได้มีมุมมองที่กล้วงขึ้นและเข้าใจระบบ IP Camera ดียิ่งขึ้นครับ ขอบคุณครับ

    Post ReplyPost Reply
  2. [2]
    Monster
    March 7th, 2009 at 7:47 pm

    ยินดีครับคุณ Vuz

    ผมตั้ง community แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้อยู่แล้ว
    สำหรับกล้อง ip นั้น ผมไม่ได้มีอคติอะไร และก็เคยแนะนำให้บางบริษัทได้ใช้ด้วย
    เพียงแต่โดยส่วนใหญ่ที่เคยโดนถาม เอะอะอะไร ก็จะติดกล้อง ip พอถามว่าทำไมต้องติดกล้อง ip ส่วนใหญ่ก็เงียบกัน เลยต้องชี้ให้เห็นถึงข้อเสียซะบ้าง

    สำหรับ
    1. มีจริงครับในโซนยุโรปแล้วราคาเท่านั้นและผมเคยไปเดินเล่นโรงงานเค้าด้วยซ้ำ
    แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้น การจะชี้ให้เห็นจุดเสีย ก็ต้องอาศัยประเด็นหนักๆซะหน่อยและราคาดังกล่าวเหมาะกับการใช้งานประเภท Home-used ครับ

    2. คุณภาพของกล้องที่ผมกล่าวมานี่ระดับ hi-end ทั้งหมดครับและใช้ housing ถูกต้องทุกประการ และกล้องที่ว่ามาเดี้ยงไป 60% แล้วครับ ภายในเวลา 1-2 ปี และยังไงก็ยังเห็นว่า application สำหรับ outdoor นั้นไม่ค่อยจะเหมาะในประเทศไทยอยู่ดี

    3. อันนี้ไม่แย้งครับ ว่าสามารถใช้รุ่นเล็กหรือใช้ switch ระดับล่างได้ แต่ไม่ควร เพราะเสี่ยงมากๆ และที่เราพูดกันนี่พูดถึงเรื่องความปลอดภัยครับ เพราะฉะนั้นเราจะให้เกิดความเสี่ยงตรงนี้ไม่ได้

    6. ปัจจุบันจะมีอุปกรณ์ Encoder/Decoder สำหรับ Analog นี่แหละครับ ที่ใช้กล้องจำนวนหลายตัว ตัววิ่งไปด้วยสาย Coax หรือ UTP เพียงเส้นเดียว บางรุ่นมีไฟไปด้วย และระยะทางก็ไปได้เป็นกิโลครับ(ที่เคยลองของยุโรปคุณภาพเนียนจริงๆ ลองเทียบกับรุ่นที่มาจากจีนที่เป็นสเป็กเดียวกันภาพใสกว่าเยอะเลย) ถ้าจำนวนเพียงไม่กี่ 10 ใช้ อุปกรณ์ที่ผมกล่าวไว้จะเวิร์คกว่าครับ และที่สำคัญควรออกแบบเผื่อไว้เลย เช่น โซนที่ใช้กล้องเพียงแค่ 8 ตัว ก็ออกแบบไว้ให้รองรับที่ 16 ตัวไปเลย ค่าเดินสายเพิ่มนิดเดียวครับ ไม่เยอะ

    สำหรับผมมองในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงครับ จึงชอบการ record ลงอุปกรณ์หลายๆชิ้นมากกว่า
    แน่นอนครับว่าการดูแล server เครื่องเดียวนั้นง่ายกว่า แต่ถ้า server ตัวนี้มีปัญหาก็ไปทั้งระบบ แน่นอนเราสามารถแก้ได้โดยใช้วิธีทำ mirror หรือทำ backup ระบบด้วยวิธีอื่นได้ แต่ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งถ้าเรา record ลงด้วยความระเอียดสูงๆ เอาขนาดที่ใช้งานจริง ค่าอุปกรณ์ดังกล่าวสูงกว่าการออกแบบชนิด Decentralize มากมายนัก อีกทั้ง performance ของภาพก็น้อยกว่าด้วยเช่นเดียวกัน

    วิธีการ Decentralize recording ที่ผมว่าคือการกระจายการบันทึกจากเดิมที่บันทึกลงที่เดียวเป็นการบันทึกลงในอุปกรณ์หลายๆระบบ
    เช่น แทนที่จะใช้ DVR ชนิด 16-32 Ch. ก็เปลี่ยนมาใช้ DVR ชนิด 1/1 หรือ ไม่เกิน 4 Ch.แล้วทำ Raid0-5 Backup อีกที
    ซึ่งดูเหมือนสิ้นเปลืองมาก แต่ถ้าเราบันทึกด้วย resolution ที่สูงๆแล้ว วิธีนี้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการบันทึกชนิด Centralize ครับ
    ส่วนด้านการดูแล อันนี้ต้องทำใจนิดนึง ลำบากกว่าแน่นอน แต่ถ้าตอนติดตั้งมีการกำหนดและเข้าสายอย่างเป็นระเบียบแล้ว ปัญหาข้อนี้จะลดลงไปเยอะมากครับ

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความรู้ที่คุณ Vuz แชร์ครับ

    Post ReplyPost Reply